เพชรโฮป เรื่องราวอาถรรพณ์ ตำนาน และคําสาปเพชรโฮป

เพชรโฮป หนึ่งใน 10 ของคำสาปที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากของโลก เพราะคำว่า เพรช คือสิ่งที่สวยงามและเปรียบเสมือนกับของล้ำค่าหาดูได้ค่อนข้างยาก พร้อมกับมันยังมีความผูกพันธ์มาอย่างยาวนานตามความเชื่อต่างๆมากมาย

เพชรโฮป

เพชรโฮป เป็นเพรชสีน้ำเงินที่มีความเข้มข้นมาก อีกหนึ่งตำนานที่กล่าวขานมานานหลายทศตวรรษ สำหรับ โฮปไดอามอนด์ นี้ได้มีการปรากฏขึ้นมาเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ.2561 ที่มีคำร่ำลือว่าเพชรโฮปนี้มีที่มาจาก บริเวณส่วนของดวงตาของเทวรูป ที่ตั้งอยู่ภายใน วัดริมแม่น้ำโคเลอรูน ประเทศอินเดีย

น้ำหนักของเพชรเม็ดนี้หนัก 112 กะรัต ซึ่งถือว่าเป็นเป็นเพชรสีน้ำเงินที่มีขนาดใหญ่มากที่สุด เพชรเม็ดนี้ถูกขุดพบอยู่เหมืองคอลเลอร์แห่งหนึ่งของกอลคอนดา เรียกได้ว่าเป็นเพชรที่หาได้ยากมากๆ และมีสีน้ำเงินเหมือนกันกับสีไพลินเข้ม ต่อมาทางด้านของ ชอง-แบปตีส ตาแวร์นีเย ที่เป็นพ่อค้าเพชรชื่อเสียงโด่งดังของชาวฝรั่งเศส ก็ได้มาติดต่อขอซื้อเพชรเม็ดนี้และก็ลักลอบนำเพชรดังกล่าวนี้เข้ามาสู่กรุงปารีส เมืองหลวง ของประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1668

จุดเริ่มต้นของคำสาป เพชรโฮป

จุดเริ่มต้นของอาถรรพ์เพชรโฮป ก็มีเรื่องราวที่เล่าขานต่อๆกันมาว่า สาเหตุที่แท้จริงของเพชรที่ได้ถูกขโมยมาจากพระเนตร (บางตำนานก็เล่าไว้ว่าถูกขโมยมาจากพระนลาฏ หรือ หน้าผาก) ของเทวรูปนางสีดา  ซึ่งเป็นร่างอวตาลของพระนางลักษมี ผู้เป็นชายาของพระวิษณุ ที่เหล่าบรรดาชาวอินเดียทั้งหลายให้ความเคารพและนับถือเป็นอย่างมาก

เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลทำให้เทพเจ้าทั้งหลายไม่พอใจเป็นอย่างมาก พร้อมกับมีการสาปแช่งเหล่าบรรดามนุษย์ผู้ใดก็ตามที่บังอาจมาครอบครองสมบัติชิ้นดังกล่าวนี้ แต่ทว่าอย่างไรก็ตาม ก็มีผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงคัดค้านเกี่ยวกับคำสาปดังกล่าวนี้ไม่น่าจะใช่เรื่องจริง

แต่ก็ไม่มีใครที่จะรู้ได้จริงว่าคำสาปนี้เป็นจริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ได้มีการเล่าขานกันต่อว่าใครก็ตามที่ได้ครอบครองสมบัติชิ้นนี้มักจะต้องประสบกับชะตากรรมที่แสนเลวร้ายด้วยกันทั้งนั้น

หลังจากที่ทางด้านของ ชอง-แบปตีส ตาแวร์นีเย ได้เดินทางกลังมายังประเทศฝรั่งเศษ เขาก็ได้ทำการขายเพชรโฮปดังกล่าวนี้ ให้กับทางพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งราชวงศ์บูร์บอง เมื่อปี ค.ศ. 1668 ต่อมา  พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ทรงเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาในประเทศรัสเซีย ด้วยอายุ 84 ปี มีคำเล่าลือว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นั้นได้ถูกหมาป่าฉีกร่างเป็นชิ้นๆ หรือนี้จะเป็นการสังเวยชีวิตให้กับคำสาปเพชรโฮปครั้งแรก

คำสาปเพชรโฮปครั้งแรก

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ทรงซื้อเพชรจากทางชอง-แบปตีส ตาแวร์นีเย ด้วยราคาหลักล้าน พร้อมกับนำเอาเพชรไปเจียระไนให้กลายเป็นรูปของหยดน้ำรูปทรงสามเหลี่ยม ที่มีขนาด 67.5 กะรัต ภายใต้การทำของ เปเตออง ช่างผู้มีฝีมือเฉพาะ ซึ่งพระองค์ได้ทรงตัดแบ่งเพชรโฮปออกเป็น 3 ส่วน ชิ้นที่หนึ่งหายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนอีก2ชิ้นนั้น มีหนึ่งชิ้นที่ถูกนำเอาไปเจียระไนให้กลายเป็นเพชรรูปหัวใจขนาด 67 1/8 กะรัต และก็มีการใช้เพชรประดับประดาประจำราชวงศ์ฝรั่งเศส มาอีกเกือบหนึ่งทศวรรษภายใต้ชื่อของ “เพชรมงกุฏสีน้ำเงิน” ในเวลาต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น เพชรโอป เหมือนกับชื่อที่ใช้เรียกกันในปัจจุบัน สำหรับเพชรเม็ดสุดท้ายนี้เราก็ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่ทว่ามีความเชื่อว่ามันก็คือเพชร บรันสวิก บลู เป็นต้น

เคราะห์กรรมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ต้องเผชิญกับพระนางมารี

เคราะห์กรรมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กับพระนางมารี อ็องตัวแน็ตนั้นก็มีชื่อเสียงโด่งดังมากพอสมควรจนไม่มีอะไรที่จะให้พูดถึงได้เลยก็ว่า พร้อมกับมีการกล่าวว่าเจ้าหญิงองค์หนึ่งได้เคยยืมเพชรเม็ดนี้จากพระนางมารี อ็องตัวแน็ตมาใส่บ่อยๆจนถูกประชาชนรุมฆ่าตายอย่างทารุณมาก

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14

เมื่อเวลาผ่านไป ความโชคร้ายต่างๆก็ได้ย่างกายเข้ามาครอบง่ำเหล่าบรรดาสมาชิกราชวงศ์ทั้งหลายและผู้ใดก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกันกับเพชรเม็ดนี้ก็มักจะโดนคำสาปนี้ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น เสนาบดีการคลัง นิโคลัส ฟูเก ที่เคยหยิบยืมเอาเพชรเม็ดนี้ไปใส่ จนในที่สุดเขาก็ต้องถูกไล่ออกจากตำแหน่ง รวมไปถึงเขายังต้องโทษติดคุกอีกด้วยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และ พระราชินีมารี อ็องตัวแน็ต

เวลาผ่านไป ความโชคร้ายก็เริ่มคืบคลานเข้าครอบงำสมาชิกราชวงศ์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเพชรทีละน้อย เสนาบดีคลัง นิโคลัส ฟูเก ที่เคยหยิบยืมเพชรไปใส่ ในที่สุดก็ต้องออกจากตำแหน่ง ทั้งยังต้องโทษติดคุก แต่ที่ร้ายไปกว่านั้น คือชะตากรรมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีมารี อังตัวเนตต์ที่ได้รับตำแหน่งของการสืบทอดเพชรโฮปแห่งความหายนะนี้

โดยที่ทั้งสองพระองค์นั้นได้ทรงถูกตัดพระเศียรด้วยกิโยติน เหตุการณ์ดังกล่าวนี้สร้างความน่าสยดสยองเป็นอย่างมาก รวมไปถึงเรื่องราวดังกล่าวนี้ได้ถูกจารึกเอาไว้ภายในหน้าของประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการปฏิวัติที่มีการนองเลือดของประเทศฝรั่งเศษภายในช่วงปี ปีคริสตศักราช 1789 และเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ก็ส่งผลทำให้บางส่วนของเพชรโฮปนี้หายไปภายใต้เหตุการณ์ความวุ่นวานในครั้งนี้

ประวัติ โฮปไดมอนด์

เมื่อช่วงปี ค.ศ. 1792 ที่ผ่านมา ช่วงระหว่างการปฏิวัติของประเทศฝรั่งเศษ ก็ได้มีกลุมของหัวขโมยได้บุกเข้ามาในพระราชวัง เพื่อที่จะทำการปล้นเพชรบางส่วนไป โดยส่วนเพชรที่เหลืออยู่ภายในราชวังที่ได้ถูกปิดตายเอาไว้ ในระหว่างนั้นเพชรก็ได้มีการถูกตัดออกไปให้มีขนาดเล็กลง เพื่อที่จะกลบเกลื่อนร่องรอยที่มาจากของเดิมจนเหลือเพียงแค่ 44.50 กะรัต

จากนั้นคนรักของพระองค์ก็ได้ทรงรับเอาเพชรเม็ดนี้ไปเป็นของขวัญนั้นก็ได้ถูกขับออกไปจากพระราชสำนัก ในภายหลังจากที่มีการวางแผนที่จะวางยาพิษให้กับราชินี หรือ มาดาม เดอ มงต์เตสปอง พระนางก็ได้กลายเป็นที่เกลียดชังมากของราชสำนัก ต่อมาเพชรโฮป เพชรสีน้ำเงินของฝรั่งเศสก็ได้หายไป เมื่อช่วงเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1792 หลังจากที่มีการปล้นเพชรครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ที่มีคลังเก็บสมบัติแห่งชาติในปี ค.ศ. 1812

จนกระทั้งเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1830 ทางด้านของ เฮนรี่ ฟิลิป โฮป ได้มีการซื้อเพชรเม็ดดังกล่าวนี้เอาไว้ หลังจากนั้นเขาก็ได้เสียชีวิตลงไป เมื่อช่วงปี ค.ศ. 1839 ส่งผลทำให้เพชรดังกล่าวนี้ตกทอดไปสู่ลูกหลานของตระกูลโฮปต่อมา ภายในปี ค.ศ. 1906 เพชรดังกล่าวได้ผ่านมือของบุคคลที่เป็นสมาชิกของครอบครัวโฮป ไปอยู่ภายในมือของจาคส์ เซลอท ผู้ซึ่งเป็นตัวแทนที่จะจำหน่ายของเพชรชาวเปอร์เซีย ต่อมาจากเขาก็ได้กระทำอัตวินิบาตกรรม เจ้าของคนต่อมาก็คือ เจ้าชายคานิตอฟกีแห่งรัสเซีย ท่านได้ทรงซื้อเพชรเม็ดนี้ พร้อมกับมอบมันให้กับนางสนมชาวฝรั่งเศษนางหนึ่ง เพื่อที่เธอจะได้ใส่ไปแสดงละครที่ฟัวเยร์เบอร์เกร์ แต่ทว่าในขณะที่เธอนั้นกำลังแสดงอยู่นั้น ทางด้านของเจ้าชายก็ได้ทรงปลิดชีพด้วยปืน และอีกสองวันต่อมาพระองค์ก็ได้ทรงถูกปลงพระชนม์โดยที่มีผู้ที่อยู่ฝ่ายของปฎิวัติชาวรัสเซีย

ส่งผลทำให้เจ้าของคนต่อมาก็เป็นชาวอียิปต์ที่ต้องจะจมน้ำตายทั้งครอบครัว เมื่อมีการเกิดอุบัติเหตุของเรือสำราญลำดังกล่าวนั้นไปชนกันที่ประเทศสิงคโปร์ นายหน้าคนต่อไปก็ได้มีการนำเอาเพชรเม็ดกังกล่าวนี้ไปขายให้กับทางด้านของสุลต่านแห่งประเทศตุรกี และนายหน้าคนดังกล่าวนี้ก็ยังต้องตายไปพร้อมกันกับภรรยาและลูกจากอุบัติเหตุรถยนค์ขับตกหน้ามา และทางด้านของสุลต่านแห่งตุรกีก็ได้ทรงมอบเพชรเม็ดดังกล่าวนั้นให้กับพระสนมนางหนึ่ง แต่ทว่าในช่วงที่ทหารของพระองค์นั้นได้ทรงกระทำรัฐประหาร เกิดกระสุนปืนได้พลาดเป้าไปถูหล่อนจนถึงแก่ความตาย ในส่วนของสุลต่านถูกเนรเทศและขันทีผู้ที่มีหน้าที่ดูแลและรักษาเพชรเม็ดดังกล่าวนี้ก็ถูกจับแขวนคอไป

หลังจากนั้นทางด้านของบริษัทคาร์เทียร์ ที่เป็นผู้รับซื้อเพชรโฮปเม็ดดังกล่าวนี้เอาไว้ เพื่อที่เขาจะได้เอาไปขายต่อให้กับทางด้านของ บริษัทคาร์เทียร์ ต่อมาอาถรรพ์ที่เกิดขึ้นกันกับพวกเขาก็คือบุตรชาย อายุ 8 ของพวกเขานั้นก็ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน ทางด้านของบุตรสาวและหลานสาวของพวกเขา ก็ได้เสียชีวิตลงไป มีสาเหตุมาจากการใช้ยาบาบิตูเรตเกินขนาด ในส่วนของ เอ็ดเวิร์ด แมคลีน นั้นก็มีลักษณะของอาการคลุ้มคลั่ง มีความรู้สึกวิกลจริต และก็ได้เสียชีวิตอยู่ภายในโรงพยาบาลรักษาโรคจิตแห่งหนึ่ง

ภายในที่สุดของ แฮรี่ วินสตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในพ่อค้าเพชรของชาวนิวยอร์ก ได้มีการซื้อเพชรโฮปเม็ดนี้ไป และมอบให้กับทางด้านของสถาบัน สมิธโซเนียน ภายในกรุงวอชิงตัน ที่ดูเหมือนกับว่าเป็นคำสาปแช่ง ที่จะยุติลงเพียงแค่นั้น แต่ทว่าอย่างไรก็ตาม ภายในท่ามกลางจดหมายจำนวนหลายพันฉบับที่ได้ส่งเข้ามาขอบคุณเขากับการบริจาคในครั้งนี้