คำสาปฟาโรห์

คำสาปฟาโรห์ ถือได้ว่าเป็นคำสาปที่ถูกกล่าวอ้างว่า เป็นการส่งผลต่อผู้ที่กระทำการใดก็ตามที่เป็นการรบกวนมันมี่ของชาวอียิปต์โบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพระศพของฟาโรห์ ซึ่งคำสาปนี้ไม่แยกแยะว่า ผู้ที่รบกวนนั้นจะเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นโจร หรือ นักโบราณคดีก็ตาม

จากความเชื่อ คำสาปฟาโรห์ นี้จะนำมาซึ่งความโชคร้าย โรคภัยไข้เจ็บ หรือความตาย ที่มีการเริ่มต้นนับมาตั้งแต่สมัยช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา เหล่าบรรดานักเขียนและนักสารคดีหลายๆคนก็ได้มีความขัดแย้งกันว่า คำสาปของฟาโรห์นั้นมีผลจริงที่ใช้วิทยาศาสตร์อธิบายได้ เช่น อาศัยแบคทีเรียหรือการแผ่รังสีต่างๆ ถึงแม้ว่าเรื่องเล่าเกี่ยวกับคำสาปมัมมี่อียิปต์ แหล่งที่มาในสมัยปัจจุบันได้มีการพัฒนาการซึ่งหลักๆแล้วอยู่ในวัฒนธรรมยุโรป

คำสาปฟาโรห์

พร้อมกับการแปรมาจากเรื่องเวทมนตร์ไปยังวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงวัตถุประสงค์ที่มีการเปลี่ยนไปในการใช้งานคำสาป เช่น หลังจากการลงโทษผู้ที่รบกวนไปเป็นการสร้างความบันเทิงในภาพยนตร์ เหล่านี้บ่งบอกว่า คำสาปเป็นปรากฏการณ์ทางด้านของวัฒนธรรม มากกว่าทางวิทยาศาสตร์โดยตรง เป็นต้น

ในทางด้านของโบราณคดี ไม่เคยมีการค้นพบคำสาปภายในตัวสุสานของฟาโรห์ดังที่เข้าใจกัน แต่ทว่าตัวอย่างคำสาปจริง ๆ ก็มีอยู่ อย่างในกรณีของสุสานแมสตาบาของ Khentika Ikhekhi ในช่วงของราชวงศ์ที่ 6 ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีไว้เพื่อกำกับให้นักบวชทำหน้าที่ให้ดี เพราะว่ามากกว่าจะเพื่อเตือนผู้คิดบุกรุก พร้อมกับการแพร่สะพรัดเรื่องคำสาปย้อนหลังไปได้ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ทว่ามาทวีขึ้นอย่างยิ่งหลังจากเฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ได้มีการค้นพบสุสานของทุตอังค์อามุนเมื่อ ค.ศ. 1922

คำสาปของสุสาน

จากคำสาปของสุสานที่มีความเกี่ยวจ้องกับสุสานนั้นไม่มากนัก มันก็อาจเป็นเพราะว่าจะส่งผลทำให้สุสานได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง และ ความศักดิ์สิทธิ์ หรือ การเขียนเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรก็ดูเหมือนว่ามันจะเป็นการสุ่มเสี่ยงมากจนเกินไป

ประวัติคำสาปฟาโรห์

คำสาปที่ถูกค้นพบนั้นมักมีอยู่ในสุสานส่วนบุคคลมากกว่าสุสานหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคราชอาณาจักรเก่า เช่น สุสานของขุนนางอังค์ทีฟี หลังจากช่วงราชวงศ์ที่ 9 ไปจนถึงราชวงศ์ที่ 10 ก็มีคำเตือนว่า “เจ้านายผู้ใด…ละเมิดล่วงเกินโลงนี้… ขอให้เฮเมนอย่ารับเครื่องถวายของเขา และอย่าให้เขามีทายาทสืบสาย” และสุสานของ Khentika Ikhekhi จากช่วงเวลาเดียวกันนั้น ก็ได้มีจารึกว่า “อันว่าคนทั้งปวงที่เข้ามาในสุสานเรานี้…โดยไม่บริสุทธิ์… จะต้องถูกพิพากษา… จะต้องพบจุดจบ… เราจะฉวยคอเขาดังนก… เราจะยังให้ความหวาดกลัวของเราตกลงสู่เขา”

หลังยุคราชอาณาจักรเก่า คำสาปเขียนไว้รุนแรงมากขึ้น ในบางครั้งกล่าวอ้างถึงพระพิโรธของเทพท็อท หรือการทำลายล้างของเทพีเซ็กเม็ต ซึ่งก็มีตัวอย่างคำสาปในยุคนี้ เช่น “ใครรบกวนการพักผ่อนพระวรกายของฟาโรห์ จะต้องถูกสาป ใครทลายผนึกสุสานนี้จะต้องตายด้วยโรคภัยที่หาแพทย์วินิจฉัยมิได้”

เรื่องเล่าของ คำสาปฟาโรห์ สมัยใหม่

อักษรของไฮเออโรกลีฟ ประเทศอียิปต์ได้เข้ามาถอดรหัสได้เอาเมื่อช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ฉะนั้น เรื่องราวดังกล่าวนี้เกี่ยวกับคำสาปแต่ทว่าก่อนจึงเกี่ยวข้องกับการมีเอาไว้ ซึ่งมีมัมมี่หรือวัตถุจากสุสาน เช่น ภายใน ค.ศ. 1699 หลุยส์ เพนิชเชอร์ พร้อมกับบันทึกว่า จนส่งผลทำให้นักเดินทางชาวโปแลนด์นำมัมมี่สองร่างออกจากอะเล็กซานเดรีย แล้วก็พาเดินทางไปด้วยเรือสินค้า แต่ทว่าก็ได้มีการเห็นภาพหลอนเป็นวิญญาณสองตน ทั้งที่ทะเลก็ปั่นป่วนหนัก จึงได้มีการโยนมัมมี่ทั้งสองลงน้ำไป พลันพายุก็สงบลง

ในส่วนของ ซาฮี ฮาวาสส์ ได้มีการกล่าวว่า ที่ตนจำได้ว่า พร้อมกับในช่วงตอนเป็นนักโบราณคดีใหม่ ๆ ไปขุดสุสานที่ Kom Abu-Bellou แล้วก็ได้มีการขนย้ายโบราณวัตถุบางส่วนออกจากพื้นที่กรีกโรมัน หลังจากวันนั้น ลูกพี่ลูกน้องเขาเสียชีวิต วันเดียวกันในอีกหนึ่งปีให้หลัง คุณลุงเขาเสียชีวิต ครั้นในวันครบรอบวันนั้นสามปี คุณป้าของเขาเสียชีวิต หลายปีต่อมา เขาก็ได้ไปขุดสุสานของผู้ก่อสร้างพิรามิดกีซา พร้อมกับเขาจึงพบเจอกับจารึกคำสาปว่า “คนทั้งปวงที่ได้เข้ามาในสุสานนี้ ซึ่งจะประทุษร้ายสุสานนี้และทำลายสุสาน ขอให้ถูกจระเข้รังควานในน้ำ และถูกงูรังควานบนบก ขอให้ถูกช้างน้ำรังควานในน้ำ และถูกแมงป่องรังควานบนบก”

เรื่องย่อคำสาปฟาโรห์

ทางด้านของ ฮาวาสส์จึงได้ตัดสินใจไม่รบกวนสุสาน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เชื่อผีสางนางไม้ก็ตาม แต่ทว่าภายหลังเขาต้องข้องเกี่ยวกับการขนย้ายมัมมี่เด็กสองร่างออกจากโอเอซิสบาฮาริยา และก็ได้มีรายงานว่า เขาได้ถูกผีเด็กสองตนตามหลอกหลอนในฝัน ส่งผลทำให้เขาฝันร้ายเช่นนี้ตลอดมาจนกระทั่งมีการนำร่างบิดามาไว้กับร่างเด็กทั้งสองนั้นในพิพิธภัณฑ์ ทางด้านของฮาวาสส์ยังบันทึกว่า เขาพบกับเด็กชายคนหนึ่งซึ่งชื่นชอบเกี่ยวกับอียิปต์โบราณ แต่ทว่าเจ็บป่วย วันหนึ่ง เด็กคนนั้นไปพบพระศพของฟาโรห์อาโมสที่ 1 แล้วก็ได้จ้องเข้าไปในดวงพระเนตร ปรากฏว่า หายป่วยเป็นปลิดทิ้ง

แนวคิดที่ได้จากเรื่องมัมมี่คืนชีพ ซึ่งถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในตำนานคำสาปหลากหลายแขนงนั้น พร้อมกับได้มีการพัฒนาขึ้นเพราะหนังสือเรื่อง เดอะมัมมี!: ออร์อะเทลออฟเดอะทเวนตีเซกันด์เซนจูรี ของ เจน ซี. เลาดอน  เมื่อ ค.ศ. 1827 ซึ่งก็ได้มีการผสมผสานบันเทิงคดีวิทยาศาสตร์เข้ากับนิยายสยองขวัญ นอกจากนี้ ถือกันว่า หลุยซา เมย์ แอลคอตต์  เป็นคนแรกที่เขียนเรื่องคำสาปมัมมีอย่างเต็มรูปแบบ ดังที่ปรากฏในนิยายของเธอเรื่อง ลอสต์อินอะพิรามิด ออร์เดอะมัมมีส์เคิร์ส เมื่อ ค.ศ. 1869

คำสาปฟาโรห์ แห่งอียิปต์

เมื่อช่วง พฤศจิกายน 1922 ทางด้านของโฮวาร์ด คาร์เตอร์ ซึ่งเป็นนักโบราณคดีชาวอังกฤษ ที่ได้ค้นพบสุสานสมัยยุค 1400 ปีก่อนคริสตกาลของฟาโรห์ตุตันคามุน พร้อมกับมีขุมสมบัติของกษัตริย์อียิปต์ที่ไม่เคยมีใครย่างกรายเข้าไปกว่าพัน ๆปี แต่ทว่าในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ก็ได้มีกลุ่มคนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้นพบสุสานดังกล่าวก็ค่อยๆเสียชีวิตลงไปอย่างเป็นปริศนา ไม่ว่าจะด้วย อาการไข้, โลหิตเป็นพิษ, ฆาตรกรรม และฆ่าตัวตาย เป็นต้น

อาถรรพณ์มัมมี่ จากแดนไอยคุปต์

มัมมี่กษัตริย์ของประเทศอียิปต์โบราณได้กลายเป็นเรื่องสยองขวัญ พร้อมกับมีข่าวลือกันว่าพวกคนที่เสียชีวิตภายหลังจากการค้นพบสุสานล้วนแล้วแต่ต้องคำสาปของกษัตริย์ตุตันคามุน และมักจะมีแม้แต่ทฤษฎีที่ว่าจุดจบที่โหดร้ายทารุณของผู้ค้นพบสุสานเหล่านั้น มักจะเกิดขึ้นมาจากการบงการของ Aleister Crowley ชาวอังกฤษที่ใครหลายๆคนเชื่อว่าเป็นพ่อมด เพื่อที่จะแก้แค้นต่อการไปรบกวนสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน เป็นต้น

เปิดโลงหิน อายุ 2000 ปี ไม่หวั่น คำสาปฟาโรห์

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ทางประเทศอียิปต์ ได้เตรียมเดินหน้า เพื่อที่จะทำการเปิดโลงหินปริศนา ซึ่งมีอายุมากกว่า 2 พันปีแล้ว หลังจากที่ถูกค้นพบไปเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมกับมีการลุ้นว่าข้างในนั้นอาจมีการบรรจุพระศพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ได้เกิดขึ้นมาท่ามกลางเสียงเตือน พร้อมกับให้ระวังอาถรรพณ์ คำสาปของฟาโรห์

เนื่องมาจาก ทางสำนักงานข่าวรอยเตอร์ บีบีซี และสื่อต่างประเทศ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ได้ออกมารายงานครึกโครม พร้อมกับทีมนักโบราณคดีในประเทศอียิปต์ ที่ได้เดินหน้าเปิดโลงหิน อายุ นับ 2,000 ปี หลังจากที่ค้นพบในบริเวณเขตก่อสร้างอพาร์ตเมนต์ ในเมือง อเล็กซานเดรีย เมืองแห่งประวัติศาสตร์ เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ก่อน ด้วยความหวังว่า ข้างในโลงมีหินแกรนิตสีดำสนิทใบนี้ ก็อาจมีการบรรจุพระศพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช พร้อมกับท่ามกลางเสียงเตือนจงระวังอาถรรพณ์ คำสาปฟาโรห์

คำสาปแช่งขององค์ฟาโรห์

จากการรายงานข่าวว่า ทางด้านของกระทรวงโบราณวัตถุอียิปต์ได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการด้านของโบราณคดี ดำเนินการเปิดโลงหินดำใบใหญ่ใบนี้ ซึ่งหลังจากที่ได้มีการเปิดโลงหินสำเร็จ ปรากฏว่า ทีมนักโบราณคดีในอียิปต์ นั้นไม่ได้พบพระศพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช แต่อย่างใด เพราะว่าข้างในโลงหินแกรนิตดำ พร้อมกับมีโครงกระดูกของคน 3 คน รวมไปถึง น้ำเสียสีน้ำตาลปนแดง ที่ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลอย่างน่าเหลือทน

ทางด้านของนายมอสตาฟา วาซิรี ซึ่งเป็นเลขาธิการสภาสูงสุด ทางด้านของโบราณวัตถุของอียิปต์ได้ออกมาเปิดเผยว่า โครงกระดูกของคน 3 คนที่ได้มีการพบภายในโลงหิน คาดการณ์ว่า คนเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน และก็โชคไม่ดีเพราะถึงแม้ว่าจะมีการทำมัมมี่ศพทั้ง 3 แต่ก็ไม่สามารถรักษาสภาพศพเอาไว้ได้ จึงทำให้เหลือแต่เพียงแค่โครงกระดูกอยู่ภายในโลงศพเท่านั้น โดยทางด้านของนายวาซิรี ยังได้กล่าวถึงกระแสความวิตกกังวลที่เตือนให้ระวังคำสาปฟาโรห์ว่า เมื่อพวกเราได้ทำการเปิดโลงสำเร็จ ก็ขอขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า ที่โลกไม่ได้มืดมิดแต่อย่างใด

เปิดโลงหิน อายุ 2000 ปี ไม่หวั่น คำสาปฟาโรห์

 

ในขณะที่ ตามความเห็นของ Shaban Abd Monem ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ทางด้านของมัมมี่ประจำกระทรวงโบราณวัตถุอียิปต์ ก็ได้ออกมาชี้ว่า โครงกระดูกของทั้ง 3 ศพนี้ แต่ทว่าอาจเป็นศพของทหาร เพราะว่าหัวกะโหลกของศพหนึ่ง นั้นมีร่องรอยบาดเจ็บ ถูกยิงด้วยธนู

แต่ทว่าอย่างไรก็ตาม ได้มีการนำโลงหินและโครงกระดูกทั้ง 3 ดังกล่าวนี้ ไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์บูรณะแห่งชาติของเมืองอเล็กซานเดรียแล้ว เพื่อที่จะทำการตรวจสอบการเสียชีวิตของคนทั้งสาม รวมทั้งไปตรวจสอบว่าเกิดในยุคใดต่อไป

ทั้งนี้ โลงหินแกรนิตสีดำใบนี้ มีขนาดความสูงเกือบ 2 เมตร และความยาว 3 เมตร ซึ่งถือเป็นโลงหินขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมาในประเทศอียิปต์ มีน้ำหนักถึง 27 ตัน และเชื่อว่า ผ่านกาลเวลามาตั้งแต่ยุคราชวงศ์ทอเลมี ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อ 323 ปีก่อนคริสต์ศักราช หลังจากที่การสวรรคตของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช