สิ้นสุดการค้นหา MH370 อย่างเป็นทางการ หลังหายสาบสูญไปนาน 4 ปี

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางประเทศมาเลเซียได้ออกมาเปิดเผยว่าจะมีการยุติการค้นหาเที่ยวบินมรณะ MH370 ที่หายสาบสูญไปเมื่อ 4 ปีก่อน ล่าสุดทางโอเชียน อินฟินิตี้ บริษัทเอกชนจากสหรัฐอเมริกาที่ออกทำการค้นหาได้ยุติการค้นหาลงแล้ว หลังทำการค้นหาทุกพื้นที่ แต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ อีกทั้งทางรัฐบาลมาเลเซียเองก็ยังไม่ระบุถึงแผนการในการตามหาต่อ

MH370

ทั้งนี้ ทางโอเชียน อินฟินิตี้ ได้ใช้เรือดำน้ำขนาดเล็กออกค้นหาในพื้นที่กว่า 8 หมื่นตารางกิโลเมตรในมหาสมุทรอินเดีย กินระยะเวลานานกว่า 90 วัน แต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ หรือเศษซากเครื่องบินลำดังกล่าวเลย แม้จะสร้างความไม่พอใจให้กับบรรดาญาติและครอบครัวของผู้โดยสารและลูกเรือที่อยู่ในเครื่องบินลำดังกล่าว แต่ทางการมาเลย์ก็ออกมายอมรับว่ายังไม่ได้วางแผนเกี่ยวกับปฏิบัติการในการค้นหารอบใหม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ทางการเมลย์ได้ใช้เงินในการค้นหาเครื่องบินลำดังกล่าวกว่า 150 ล้านดอลลาร์

กัปตัน MH370

 

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในกัปตันของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงสมมุติฐานว่า สาเหตุเดียวที่ทำให้เครื่องบิน MH370 หายสาบสูญไปนั้น เกิดจากการที่กัปตัน ซาฮารี อาห์หมัด ซาร์ กัปตันประจำเที่ยวบินนี้ตัดสินใจฆ่าตัวตาย โดยต้องการนำเครื่องบินออกไปให้ไกลที่ืสุด ก่อนจะตัดสินใจทิ้งดิ่งลงกลางหาสมุทรอินเดีย ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า ซาฮารี จัดการลดความดันของห้องโดยสาร เพื่อให้ออกซิเจนค่อยๆหมดลงจนทำให้บรรดาผู้โดยสารรวมทั้งลูกเรือหมดสติก่อนจะปิดเรดาร์ และจบชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือกว่า 239 ชีวิตลงในมหาสมุทรอินเดีย โดยเป็นทฤษฎีที่มีผู้เชียวชาญให้การยอมรับเป็นอย่างมาก รวมถึงหน่วยงาน FBI ของสหรัฐอเมริกา

มาเลเซียแอร์ไลน์

ทฤษฎีการหายสาบสูญของ MH370

ทฤษฎีการหายสาบสูญของ MH370 ที่ได้รับการยอมรับ และมีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ การตัดสินใจฆ่าตัวตายของกัปตันประจำเที่ยวบินดังกล่าวอย่าง ซาฮารี อาห์หมัด ซาร์ ซึ่งมีแนวโน้มในการตัดสินใจกระทำการดังกล่าว เนื่องจาก FBI ของสหรัฐฯ ได้เข้าตรวจค้นบ้านพักของกัปตันรายนี้ พบว่าคอมพิวเตอร์ที่บ้านของเขานั้น มีการใช้โปรแกรมจำลองเส้นทางการบินของ MH370 ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใกล้เคียงกับเส้นทางการบินที่ต้องสงสัย ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสำนักยังเห็นด้วยกับทฤษฎีดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านการบินที่ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีนี้อย่าง คริสทีน เนโกรนี ที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ว่า การลดความดันอากาศลงนั้น จะส่งผลให้ตัวของกัปตัน ซาฮารี หมดสติลงไปด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ผู้โดยสารและลูกเรือ ซึ่งนั่นจะทำให้ตัวของกัปตัน ซาฮารี ไม่สามารถนำเครื่องบินลงจอดในมหาสมุทรอินเดียได้ อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอที่สามารถนำมาพิสูจน์ได้ว่าทฤษฎีการฆาตรกรรมหมู่ครั้งนี้ถูกต้อง

Boeing 777-200

ย้อนรอยเหตุการณ์การหายสาบสูญของเที่ยวบินมรณะ MH370

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ยากจะลืมเลือนของ มาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 370 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2557 ซึ่งเที่ยวบินดังกล่าวเป็นเที่ยวบินโดยสารระหว่างประเทศ หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยระหว่างการบินจากท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลยเชีย มุ่งหน้าไปท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ประเทศจีน โดยเครื่องบินลำดังกล่าวได้สื่อสารกับศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศ เมื่อเวลา 01.19 น. ของวันที่ 8 มีนาคม 2557 ว่า “Allright, Good night” หลังจากที่ทางศูนย์แจ้งนักบินว่ากำลังจะพ้นจากการควบคุมของหอบังคับการบินมาเลเซีย และจะส่งต่อการควบคุมเครื่องบินให้แก่หอบังคับการบินเวียดนาม ขณะที่เคื่องบินลำดังกล่าวบินอยู่เหนือทะเลจีนใต้

หลังจากนั้นเมื่อเวลา 01.22 น. เรดาร์ทหารของมาเลเซียยังสามารถติดตามเครื่องบินลำดังกล่าวได้ในขณะที่เคื่องบินมีการเบี่ยงเส้นทางการบินข้ามคาบสมุทรมลายู ซึ่งไม่ได้อยู่ในแผนการบิน ากนั้นพ้นรัศมีของเรดาห์ทหารเมื่อเวลา 02.22 น. ในขณะที่กำลังบินอยู่เหนือทะเลอันดามัน ห่างจากปีนังไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 200 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 370 กิโลเมตร ซึ่งสามารถลำดับเหตุการณ์ได้ดังนี้

  • เมื่อเวลา 00.41 น. ตามเวลาของประเทศมาเลเซีย เครื่องบินลำดังกล่าวบินขึ้นจากสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์
  • เวลา 01.19 น. มีการติดต่อทางเสียงครั้งสุดท้ายจากห้องนักบิน
  • เมื่อเวลา 01.21 น. ตรวจจับตำแหน่งได้ที่บริเวณปากอ่าวไทย
  • 01.22 น. เรดาร์และระบบตรวจตราทางอากาศไม่สามารถตรวจพบเครื่องบินลำดังกล่าวได้อีกต่อไป
  • 01.30 น. มีความพยายามในการติดต่อกับเครื่องบินลำดังกล่าวจากเครื่องบินลำอื่นผ่านทางเสียง แต่ได้รับเสียงอู้อี้กลับมา
  • เวลา 01.30 น. ไม่ได้รับข้อมูลทางอากาศจากเครื่องบิมรณะลำนี้เป็นเวลา 30 นาที
  • เวลา 02.22 น. เรดาร์ทหารของประเทศมาเลเซีย ตรวจจับพิกัดของเครื่องบินลำดังกล่าวที่ตำแหน่งราว 320 กิโลเมตรทางตะวันออกเฉัยงเหนือของเกาะปีนัง
  • ระบบอัติโนมัติของเครื่องบินสามารถติดต่อดาวเทียม Inmarsat-3 F1 และเริ่มส่งสัญญาณปิงรายชั่วโมง ได้รับสัญญาณปิงครั้งแรกเมื่อ 02.25 น.
  • 06.30 น. ได้เวลาลงจอดที่สนามบินนานาชาติปักกิ่งตามกำหนดการ
  • 07.24 น. ทางการมาเลเซีย แถลงการว่าเครื่องบินลำดังกล่าวเกิดการสูญหายแก่สื่อมวลชน
  • 08.11 น. ดาวเทียม Inmarsat-3 F1 ได้รับสัญญาณปิงจากเครื่องบินเป็นครั้งที่ 6 และเป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่ดาวเทียมโคจรอยู่เหนือมหาสมุทรอินเดีย
  • 08.19 น. ได้รับสัญญาณปิงอ่อนๆ แต่ไม่สามารถระบุเวลาและรายละเอียดที่แน่นอนได้
  • เวลา 09.15 น. ดาวเทียม Inmarsat-3 F1 ไม่ได้รับสัญญาณปิงจากเครื่องบินลำดังกล่าวอีกเลยทั้งที่ควรจะถูกส่งเข้ามาเป็นครั้งที่ 7 ตามกำหนดการ

มาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 370

ด้านการสืบสวน

ด้านการสืบสวนการหายสาบสูญของเครื่องบินลำนี้ ทางสหรัฐอเมริกาเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดจากการก่อการร้าย โดยมุ่งไปที่ผู้โดยสาร 4 คนที่ใช้รูปพรรณปลอม และ 2 ใน 4 คนนั้น เป็นชายชาวอิหร่านที่ต้องการต่อเครื่องจากปักกิ่งไปยังยุโรป อย่างไรก็ตามภายหลังการหายสาบสูญของเครื่องบินและผู้โดยสาร 239 คน ได้มีการสืบสวนอย่างต่อเนื่องดังนี้

  • เมื่อวันที่ 12 มีนาคม เรดาร์ของระบบป้องกันภัยทางอากาศมาเลเซีย จับได้ว่าเครื่องบินลำดังกล่าว อาจมีการเปลี่ยนเส้นทางการบินมายังฝั่งตะวันตกของประเทศ โดยเป็นการตรวจจับเครื่องบินไม่ทราบสัญชาติได้ห่างจากปีนังไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งสัญญาณได้หายไปในเวลา 02.15 น.
  • 13 มีนาคม หนังสือพิมพ์รายวันของสหรัฐอย่าง เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ได้อ้างว่าทางสหรัฐฯ ทำการตรวจสอบพบว่ามีการส่งข้อมูลอัติโนมัติ ซึ่งจะส่งทุกๆ 30 นาที จากเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ ที่เคื่องบินลำนี้ใช้งานอยู่ โดยมีการส่งข้อมูลติดต่อกัน 5 ชั่วโมง นั่นเท่ากับว่าเครื่องบินได้ทำการบินต่อไปอีก 4 ชั่วโมงหลังจากที่มีการสูญหาย หรือบินต่อไปอีก 4,000 กิโลเมตรจากจุดที่สูญหาย ทั้งนี้ทางการมาเลเซียก็ไม่ได้ตอบรับข่าวนี้แต่อย่างใด
  • วันที่ 15 มีนาคม นาจิบ ราซะก์ นายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย ได้ออกมาแถลงการถึงความคืบหน้าว่า “การสื่อสารครั้งสุดท้ายระหว่างเครื่องบินและดาวเทียม ระบุถึงความเป็นไปได้ของจุดหมายปลายทาง 2 ที่ หนึ่งคือการไปทางเหนือ ตั้งแต่ชายแดนของคาซัคสถาณและเติร์กเมนิสถาณจนถึงภาคเหนือของประเทศไทย และสองคือไปทางใต้จากอินโดนีเซียถึงตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย และในขณะนี้หน่วยงานสืบสวนกำลังทำงานเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม”
  • ตลอดระยะเวลาในช่วงนั้น ทางการของมาเลเซียได้พยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถามถึงข่าวลือต่างๆที่แพร่สะพัดออกมา อีกทั้งยังสงวนท่าที ส่งผลให้ญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิตต่างไม่พอใจ อีกทั้งยังกล่าวหาว่ารัฐบาลของมาเลเซียพยายามปกกิดข้อมูลบางอย่าง
  • เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 มีการตรวจพบซากชิ้นส่วนของเครื่องบินลอยมาติดชายฝั่งบนเกาะเรอูนียง ทางมหาสมุทรอินเดียตะวันตก
  • 5 สิงหาคม 2558 หลังจากที่มีการตรวจพบซากชิ้นส่วนเครื่องบินที่เกาะเรอูนียง นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียได้ออกมายืนยันว่าชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นชิ้นส่วนปีกของเที่ยวบินที่ 370 จริง แต่หลังจากนั้นเพียง 1 ชั่วโมง รองอัยการกรุงปารีส ได้ออกแถลงการณ์ว่าทางคณะผู้เชี่ยวชาญไม่มีการยืนยันว่าชิ้นส่วนดังกล่าวมาจาก MH370

ชิ้นส่วน MH370

แม้ว่าระยะเวลาจะผ่านมานานกว่า 4 ปี ซึ่งเป็น 4 ปี ที่เรียกได้ว่าเป็นการหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย เป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้น แต่เชื่อว่าทางด้านของครอบครัวผู้โดยสารและลูกเรือที่อยู่ในเที่ยวบินมรณะนี้ ยังคงต้องการคำตอบที่ชัดเจนมากกว่าการคาดเดา